[x] Դ˹ҵҧ
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ฉะเชิงเทรา
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
กาญจนาเกมส์

สูจิบัตรการแข่งขัน

โปรแกรมการแข่งขัน

เอกสารการแข่งขัน

ผลการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท

ภาพการแข่งขัน
สรุปเหรียญรางวัล

ภาพกิจกรรมสำคัญ

ภาพกิจกรรมสำคัญของโรงเรียน

  ปีการศึกษา ๒๕๕๖

แสดงผลงานวิจัย
ศึกษาแหล่งเรียนรู้ ม.๔
วันแม่
วันวิสาขบูชา
วันไหว้ครู


ปีการศึกษา ๒๕๕๕
กีฬาสี ๒๕๕๕

เปิดบ้านกาญจนา

ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 22 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 1 คน

[admin]
สถิติผู้เยี่ยมชม

 เริ่มนับ 21/มิ.ย./2555
ผู้ใช้งานขณะนี้ 0 IP
ขณะนี้
0 คน
สถิติวันนี้
45 คน
สถิติเมื่อวานนี้ี้
60 คน
สถิติเดือนนี้
1452 คน
สถิติปีนี้
8596 คน
สถิติทั้งหมด
41165 คน
IP ของท่านคือ 35.153.73.72
(Show/hide IP)


  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
เรื่องเล่าที่มาของชุดพิธีการ  VIEW : 789    
โดย มะฮอกกานี

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว : 8
เพศ :
ระดับ : 2
Exp : 50%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 125.24.108.xxx

 
เมื่อ : จันทร์ ที่ 21 เดือน มกราคม พ.ศ.2556 เวลา 16:27:58    ปักหมุดและแบ่งปัน

ในเวปนี้ ปรากฏแต่เพียงภาพชุดพิธีการ...แต่ยังไม่เห็นมีการลงระเบียบแต่งกาย หรือบทความที่กล่าวถึงชุดพิธีการนี้
จึงขอนำเรื่องที่มา แห่งการเป็นต้นเค้าของชุดพิธีการ ที่นักเรียนได้สวมใส่กันอยู่
จะถูกผิดอย่างไรก็ขออภัยไว้ก่อน...เพราะนี่เป็นเรื่องเล่า...ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนได้ แต่ใครมีข้อมูลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังน่ะ
เรื่องชุดพิธีการนี้ ต้องเล่าประวัติชุดราชปะแตนนี้ก่อนครับ
 

ประวัติชุดเครื่องแบบปกติขาว หรือ ชุดราชปะแตน

 เริ่มใช้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชการที่ 5) เมื่อปีพ.ศ. 2515 ภายหลังเมื่อท่านเสด็จพระราช่ดำเนินเสด็จประพาสชวาและสิงคโปร์ เมื่อพ.ศ. 2513 ทรงเห็นว่าการใส่สูทผูกไทแบบฝรั่งนั้นร้อน ไม่เหมาะสมประประเทศไทยซึ่งมีอากาศอบอ้าว จึงโปรดให้ช่างมีฝีมือในสมัยนั้นตัดเสื้อแบบปิดคอมีดุมกลัดขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องสวมเสื้อด้านในและไม่มีการผูกไท เมื่อแล้วเสร็จ หมื่นศรีสรรักษ์ ราชเลขานุการ ก็ทูลถวายชื่อโดยเอาคำว่า "ราช" ผสมกับคำภาษาอังกฤษว่า "Pattern"
ซึ่งมีความหมายว่า แบบหลวง (Raj Pattern " ราชแพตเทิร์น") ซึ่งต่อมาเพี้ยนกลายมาเป็น
"ราชปะแตน" ดังเช่นทุกวันนี้

ชุดนักเรียนของไทยเริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยวางรากฐานการศึกษาไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ราว พ.ศ. ๒๔๒๘

ชุดนักเรียนชาย เครื่องแบบประกอบด้วย
• หมวกฟาง มีผ้าพันหมวกสีตามสีประจำโรงเรียน ติดอักษรย่อนามโรงเรียนที่หน้าหมวก
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมทอง
• กางเกงไทย (กางเกงขาสั้นอย่างที่นักเรียนใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เรียกว่า กางเกงขาสั้นในสมัยก่อน คือ
กางเกงรูเซีย เป็นกางเกงทรงกระบอกยาวถึงใต้เข่ารวบชายรัดไว้ใต้เข่า) สีดำ
• ถุงเท้าขาว หรือดำ
• รองเท้าดำ
• ถุงเท้า รองเท้า เป็นของราคาแพง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีทุกคน ส่วนใหญ่ไม่มีใช้
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ กำหนดให้นักเรียนในหัวเมืองใช้เสือราชปะแตนสีเทา แทนเสื้อขาวได้ด้วย (เสื้อเทาเป็นเครื่องแบบสำหรับเดินป่า ข้าราชการในกรุงเมื่อออกไปหัวเมืองให้ใช้เสื้อเดินป่าสีเทา แทนเสื้อขาว เพราะรักษาความสะอาดง่ายกว่า ปัจจุบันยังคงมีข้าราชการสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการที่ยังคงรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ เมื่อต้องไปปฏิบัติราชการต่างจังหวัดจะเปลี่ยนเสื้อเป็นสีกากีทั้งหมด)




โดย มะฮอกกานี
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว : 8
ระดับ : 1
Exp : 100%
IP : 125.24.108.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 21 ม.ค. 2556 : 16:32

มีบางโรงเรียนที่มีเครื่องแบบพิเศษ เช่นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือ วชิราวุธวิทยาลัย) ,โรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย), โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่, โรงเรียนพรานหลวง ใช้เครื่องแต่งกายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการพลเรือนในพระราชสำนัก ร.ศ. ๑๒๙ ประกอบด้วย
• หมวกหนีบสักหลาดสีน้ำเงินแก่ ติดตราพระมหามงกุฎเงินที่ด้านขวาหมวก กับมีกระดุมโลหะเงิน ดุนนูนเป็นรูป พระมหามงกุฎ ติดที่หน้าหมวก ๒ ดุม
• เสื้อราชปะแตนสีขาว กระดุมโลหะเงิน ดุนนูนรูป พระมหามงกุฎ, ติดแผ่นคอพื้นน้ำเงินแก่มีแถบไหมเงินพาดกลาง กับมีอักษรย่อนามโรงเรียนทำด้วยเงิน ม.(มหาดเล็กหลวง) ร. (ราชวิทยาลัย) ช. (มหาดเล็กหลวงเชียงใหม่) และ พ. (พรานหลวง) ทับกึ่งกลางแผ่นคอทั้งสองข้าง
• กางเกงไทยสีน่ำเงินแก่
• ถุงเท้ายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ(ผูกเชือก)
• เวลาเล่าเรียนปกติในโรงเรียนสวมเสื้อคอกลมผ้าป่านสีขาว ที่เรียกว่าเสื้อชั้นใน สวมกางเกงขาสั้น (ก็คือใส่ชุดนักเรียนปกติ)

      
โดย มะฮอกกานี
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว : 8
ระดับ : 1
Exp : 100%
IP : 125.24.108.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 21 ม.ค. 2556 : 16:52

ที่มาของหมวก (หมวกหนีบ)
เรื่องการเปลี่ยนเครื่องแบบของนักเรียนมหาดเล็กหลวงนั้น เป็นกระแสพระราชดำริในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ที่โปรดให้เปลี่ยนจากหมวกทรงหม้อตาล มาเป็นหมวกหนีบนั้น คงจะเป็นเพราะหมวกหม้อตาลไม่เหมาะกับเด็กตัวเล็กๆ 
อีกประการในช่วงที่โปรดให้ข้าราชสำนักใช้หมวกหนีบกันนั้น ข้าราชสำนักแทบจะทิ้งหมวกหม้อตาลมาใช้หมวกหนีบกันเลย ถึงกับมีพระราชบันทึกว่าข้าราชสำนักนิยมใช้หมวกหนีบมากกว่าหมวกหม้อตาล เพราะอาจะดูแล้วเท่กว่ากันหรือไงไม่ทราบ
หมวกหนีบนี้ล้นเกล้าฯรัชกาลที่6 ทรงนำแบบมาจากอังกฤษ โปรดให้ใช้ในราชการในพระราชสำนักและใช้เป็นหมวกนายเสือป่า ที่จะแตกต่างกันไปตามสีเหล่าของเสือป่าคือ เหล่าราบทรงหมวกจะเป็นสีแดง เหล่าปืนใหญ่ทรงหมวกจะเป็นสีเหลือง เหล่าม้าทรงหมวกจะเป็นสีฟ้าหม่น ฯลฯ ส่วนขอบพับจะเป็นสีดำเหมือนกันหมด
(ลองดูภาพจากหมวก Prince of Wales Feathers ก็ได้นะครับ)

หมวกหนีบแบบนี้ อังกฤษได้พัฒนามาจากหมวกที่เรียกว่า "Austrian Cap"  และที่อังกฤษจะเรียกหมวกหนีับนี้ว่า field service cap บ้างก็เรียก Side cap ซึ่งถ้าแกะแป๊บที่ข้างหมวกออกก็จะดึงลงมาปิดต้นคอและปิดคางสำหรับใช้เวลาอากาศหนาวหรือเวลาเดินป่ากันแดดเผาที่คอได้ ความลับอีกอย่างของหมวกหนีบแบบอังกฤษนี้คือ ที่ทรงหมวกที่มีขอบหมวกทับอยู่นั้น จะมีสายรัดคางหนังซ่อนอยู่ สายรัดคางนี้จะสอดอยู่ในขอบพับตรงใบปกที่หน้าหมวก แล้วมากลัดติดกับกระดุมที่จอนกลางทรงหมวกตอนริมที่มีขอบหมวกทับอยู่ ถึงเวลาที่ต้องใช้สายรัดคางก็ปลดสายลงมาใช้รัดคางเหมือนหมวกหม้อตาล เวลาที่ไม่ใช้ก็ซ่อนไว้ในขอบหมวกซึ่งมองไม่เห็น

หมวกหนีบอย่างที่โรงเรียนอื่นๆ(รวมถึงกลุ่มกาญจนาฯ) ใช้กันนั้นเป็นการลอกแบบไปจากหมวกหนีบของทหารที่ไปเอาแบบมาจากทหารอเมริกันอีกที หมวกหนีบแบบอเมริกันเรียก garrison cap นี้ไม่มีสายรัดคาง เวลาที่ไปในที่ลมแรงจะใช้หมวกแบบนี้ไม่ได้ และไม่มีขอบพับ ,ไม่ติดกระดุม 2เม็ดที่หน้าหมวก อีกทั้งหมวกแบบนี้ไม่มีใบปกปิดจมูก ปิดปาก ปิดคอเหมือนหมวกหนีบแบบอังกฤษ

      
โดย มะฮอกกานี
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว : 8
ระดับ : 1
Exp : 100%
IP : 125.24.109.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 21 ม.ค. 2556 : 20:57

ช่วงนี้ต้องเล่าประวัติการก่อตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัย ปัจจุบันคือโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย กับการก่อตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันคือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เพราะจะได้เข้าใจถูกต้องในเรื่องประวัติชุดเครื่องแบบพระราชทาน อันเป็นต้นแบบของชุดพิธีการ ที่กลุ่มโรงเรียนพิเศษได้ใส่กัน ก็รวมถึงกลุ่มกาญจนาฯนี้ด้วย
เรื่องมีว่า

โรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ) เป็นโรงเรียนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะจัดตั้งเพื่อผลิตบุคลากรรองรับการปฏิรูปการปกครองประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการใช้ภาษาอังกฤษและด้านกฎหมาย มีการฝึกและอบรมให้คุ้นเคยกับการเรียนและวัฒนธรรมแบบตะวันตกอันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อต่างประเทศ และเข้ารับราชการในกระทรวงต่างๆ
ทรงพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยให้ใช้นามว่า ราชวิทยาลัย และได้โปรดให้ออกนามเป็นภาษาอังกฤษว่า King's College ซึ่งเป็นนามที่มีความหมายตรงตัวกับนามในภาษาไทย (ราช มีความหมายว่า Great, Royal, Regal, Imperial, Kingly ส่วน College หมายถึง โรงเรียน, วิทยาลัย, ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย มีสถานที่ ครู นักเรียน และการที่โปรดให้เติม 's ลงหลังคำว่า King เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งก็สามารถแปลได้ตรงตัวว่าโรงเรียนของพระราชาหรือพระมหากษัตริย์ นั้นเอง)

โรงเรียนราชวิทยาลัย มีการโยกย้ายที่ตั้งสถานศึกษาถึง 4 สมัย

  • สมัยที่ 1 คือ สมัยบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พ.ศ. 2440 – 2446 มีอายุ 6 ปี มีชาวราชวิทย์ 6 รุ่น
  • สมัยที่ 2 คือ สมัยสายสวลี พ.ศ. 2447 – 2453 มีอายุ 7 ปี มีชาวราชวิทย์ 7 รุ่น
  • สมัยที่ 3 คือ สมัยบางขวาง พ.ศ. 2454- 2468 มีอายุ 15 ปี มีชาวราชวิทย์ 15 รุ่น
  • สมัยที่ 4 คือ สมัยสามพราน พ.ศ. 2507- ถึงปัจจุบัน มีอายุ 46 ปี

รวม 3 สมัยแรกมีอายุตั้งแต่เปิดโรงเรียนจนปิดทำการรวม 28 ปี มีชาวราชวิทย์รวม 28 รุ่น และถูกโอนไปรวมกับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เป็นวชิราวุธวิทยาลัย

ปี พ.ศ. 2453 อันเป็นปีแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น ได้ทรงตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 โปรดให้เป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์
สำหรับโรงเรียนราชวิทยาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้โอนมากระทรวงยุติธรรม และในวันอาทิตย์ที่30 กันยายน 2454 จึงได้ย้ายโรงเรียนไปตั้งอยู่ที่โรงเรียนใหม่ (เป็นสมัยที่3)  ณ ตำบลบางขวาง จังหวัดนนทบุรี อาคารไม้หลังใหญ่ทรงโคโลเนียลกำลังถูกสร้างขึ้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็คือ ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ตรงท่าน้ำนนท์ในปัจจุบัน  ในกาลต่อมา รัชกาลที่6 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายโรงเรียนราชวิทยาลัย มาขึ้นกับสภากรรมการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง, โรงเรียนราชวิทยาลัย, โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ และโรงเรียนพรานหลวง)เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2459
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับราชสมบัติสืบต่อมาเป็นรัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นยุคสมัยที่การเงินของประเทศอยู่ในภาวะคับขัน เศรษฐกิจตกต่ำ จึงได้ทรงตัดทอนรายจ่ายในพระราชสำนัก และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกโรงเรียนราชวิทยาลัยไปรวมกับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งโปรดพระราชทานนามนามให้ใหม่ว่า วชิราวุธวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2469 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบไป



      
โดย มะฮอกกานี
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว : 8
ระดับ : 1
Exp : 100%
IP : 125.24.109.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 21 ม.ค. 2556 : 21:10

โรงเรียนมหาดเล็กหลวง

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 เพื่อโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถาบันที่ให้การศึกษาอย่างแท้จริงแก่กุลบุตรชาวไทย และเป็นเสมือนพระอารามหลวงประจำรัชกาล ซึ่งมิได้โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพราะทรงมีพระราชดำริว่า ในรัชสมัยของพระองค์พระอารามหลวงต่างๆ มีอยู่มากแล้ว ประกอบกับในรัชสมัยของพระองค์นั้นการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไป มิได้อยู่กับวัดดังเช่นกาลก่อน นักเรียนต้องการครูบาอาจารย์ที่เป็นคฤหัสถ์ เพื่อทำการอบรมสั่งสอนจึงให้สถาปนาโรงเรียนขึ้นตามแบบโรงเรียนรัฐบาลของประเทศอังกฤษ และพระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า "โรงเรียนมหาดเล็กหลวง"

ในการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง พระองค์ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างอาคารเรียน
ครั้นเมื่อ พ.ศ2459 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนราชวิทยาลัยจากกระทรวงยุติธรรมมาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่งใน พ.ศ.2459


เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายของนักเรียนวชิราวุธฯ เมื่อยามที่โรงเรียนมีงานพิธีสำคัญ นักเรียนจะแต่งกายด้วยชุดราชปะแตน ซึ่งเป็นชุดพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้นักเรียนแต่งตัวให้มีระเบียบเรียบร้อย โดยชุดนั้นประกอบไปด้วย
  1. เสื้อนอกคอปิดสีขาวแบบราชการ ปากกระเป๋ามีปกสำหรับกระเป๋าบน ใช้กระดุมเงินตราพระมหามงกุฎ 5 เม็ด
  2. แผ่นคอ พื้นเป็นกำมะหยี่สีน้ำเงินแก่ มีแถบเงินกว้างขนาด 1 เซนติเมตร พาดกลาง ถ้าเป็นอาจารย์หรือครู จะใช้แถบอย่างเดียวกัน ล้อมกรอบแผ่นคอ
  3. กางเกง ใช้สีน้ำเงินแก่ ยาวลงมาแค่ครึ่งเข่า
  4. หมวก ในการเปิดโรงเรียนตอนแรกใช้หมวกแก๊ปทรงหม้อตาล สีน้ำเงินแก่ ใช้แก๊ปหนังมันดำ มีสายรัดคางหนังมันดำ ติดดุมพระมหามงกุฎขนาดเล็กลงที่ขอบหมวก ผ้าพันหมวกเป็นสีน้ำเงินมีแถบขาวพาดกลาง ต้นปี พ.ศ. 2458 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำหมวกหนีบมาใช้ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นครั้งแรก ตัวหมวกส่วนบนเป็นสีขาว ซีกที่พับเป็นสีน้ำเงิน ปัจจุบันได้ใช้เป็นสีน้ำเงินแก่ทั้งหมด
  5. ถุงเท้าสีดำยาวถึงหัวเข่า และรองเท้าหนังผูกเชือกสีดำ


      
โดย มะฮอกกานี
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว : 8
ระดับ : 1
Exp : 100%
IP : 125.24.109.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 21 ม.ค. 2556 : 22:05

1. โรงเรียนราชวิทยาลัย ก่อตั้ง พ.ศ.2440 เมื่อสร้างยังเป็นโรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล ยังมิได้เป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ รัชกาลที่5 แต่ต่อมา รัชกาลที่6 ทรงได้รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์  พ.ศ.2459
เครื่องแต่งกายนักเรียน ในสมัยนั้น พ.ศ.2440-2452 ยังคงเป็นเครื่องแบบนักเรียนสมัย ร.5
ใส่หมวกฟาง,เสื้อราชปะแตน ติดดุมทองเกลี้ยง,กางเกง(อาจจะยังไม่นุ่ง) แต่น่าจะยังนุ่งโจงกระเบน

 2. โรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพ ก่อตั้ง พ.ศ.2453 เป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ รัชกาลที่6
และนับแต่สถาปนา ทรงกำหนดเครื่องแบบนักเรียนไว้ตั้งแต่แรกตั้ง (ดังความเห็นที่4 ข้างต้น)

ทั้ง2โรงเรียนมีสถานะเป็นโรงเรียนราษฎร์
 ดังมีพยานปรากฏใน “ประกาศกระทรวงธรรมการ แผนกกรมศึกษาธิการ โรงเรียนราษฎร์ที่ได้บอกความจำนงที่จะดำรงต่อไป ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. ๒๔๖๑” ซึ่งกระทรวงธรรมการได้ลงทะเบียนโรงเรียนราษฎร์ในมณฑลกรุงเทพฯ ไว้ตามลำดับดังนี้
๑. โรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ถนนซางฮี้ใน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร
๒. โรงเรียนราชวิทยาลัย ตั้งอยู่บางขวาง อำเภอนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
๓. โรงเรียนราชินี ตั้งอยู่สุนันทาลัยปากคลองตลาด อำเภอพระราชวัง จังหวัดพระนคร
๔. โรงเรียนพรานหลวง ตั้งอยู่ที่สวนมิสกวัน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร
๕. โรงเรียนกรุงเทพ ฯ คริศเตียนวิทยาลัย ตั้งอยู่ถนนประมวญ อำเภอสาธร จังหวัดพระนคร
๖. โรงเรียนกุลสัตรีวังหลัง ตั้งอยู่ข้างศิริราชพยาบาล อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี
๗. โรงเรียนอัสสัมชัญ ตั้งอยู่วัดอัสสัมชัญ อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร
ฯลฯ

เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ทั้ง ๔ โรงเรียนนั้นล้วนมีสถานะเป็นส่วนราชการสังกัดกรมมหาดเล็ก (แต่สังกัดย่อยอยู่ในส่วนพระองค์)
 ผู้บังคับการ ครู และพนักงานในโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์จึงล้วนได้รับพระราชทานยศมหาดเล็กเรียงลำดับกันลงไป
โดย ผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงนั้นได้รับพระราชทานยศสูงสุดเป็น หัวหมื่น บรรดาศักดิ์เป็นพระยารับพระราชทานพานทองเครื่องยศ ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารบกราบในกรุงเทพฯ ที่มียศเป็นนายพันเอก และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา
ส่วนโรงเรียนราชวิทยาลัย และโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่นั้น ผู้บังคับการมียศเป็นรองหัวหมื่น และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระ เทียบเท่าตำแหน่งผู้บังคับหน่วยทหารชั้นผู้บังคับการกรมในหัวเมืองที่มียศเป็นนายพันโท มีบรรดาศักดิ์เป็นพระ ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้นก็มีชั้นยศลดหลั่นกันลงไป






      
1 2 Next